
คราวก่อนนำคลิปของ Amazon Kindle มาให้ชมกันพร้อมกับเกริ่นนำไว้นิดหน่อย ทีนี้พอจะเขียนตอนต่อไปให้ได้เรื่องได้ราว ก็ติดทั้งความอยากจะทำอะไรอย่างอื่น (จะเรียกว่า "ภารกิจ" ก็รู้สึกจะโก้ไป) ทั้งความที่ตัวเราเองยังไม่ได้มีเจ้าห้องสมุดมือถือนี้ไว้ในครอบครอง รวมถึงผลการหาข้อมูลจากเว็บและบล็อกต่างๆ ของคนไทย ยังไม่ปรากฏชัดว่ามีใครรีวิวเจ้านี้แบบแกะกล่องหรือพูดเต็มปากเต็มคำว่า "ผม/ฉัน/ดิฉันซื้อแล้ว" ซักราย
วันนี้ไปธุระข้างนอก ระหว่างที่กำลังรอพบคนที่นัดไว้ จู่ๆ ก็พบว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่อาจนับเป็นนิสัยเสียได้ นั่นคือการเล่นเกมในเจ้ามือถือ Palm Tro650 ที่อุตส่าอยู่ทนกับเรามานานพอจะช่วยลดความรู้สึกเสียดายเงินหมื่นตอนซื้อมันลงได้บ้าง
ถามตัวเองว่าทำไมตอนนี้เราถึงเล่นเกมแทนที่จะอ่านหนังสือ คำตอบส่วนหนึ่งคือเราไม่ได้ใส่ใจที่จะเอาหนังสือมาเผื่ออ่านฆ่าเวลา แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือ หนังสือบางเล่มมันมีขนาดและน้ำหนักที่ไม่ค่อยสะดวกแก่การพกพกนักเลย
แล้วถ้าเรามี Amazon Kindle เป็นของตัวเองแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น? ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนัก อย่างที่บอกว่า ยังไม่เคยเจอบทความของคนไทยรายไหนที่ได้ซื้อมันมาแล้ว
ได้แต่เดาประการแรกว่า มันคงจะยังไม่รองรับภาษาไทย (มั๊ง?)
เรื่องที่ว่ามันเป็นแค่จอขาวดำ เคยอ่านใน Blog แห่งหนึ่ง มีคนเถียงแทนว่า แล้วหนังสือที่บางคนอ่านกันจนติดงอมแงมอย่าง Harry Potter นั่น มันก็แค่ตัวหนังสือดำๆ บนกระดาษขาว ก็จริงนะ ความรู้สึกส่วนตัวของผมก่อนจะเจอคำพูดนี้ เนื่องจากคุ้นเคยกับจอสีของคอมพิวเตอร์ และหนังสือบางเล่มที่มีภาพประกอบสีสวย
แต่มีอีกคนบอกว่า ยังไง "สี" ก็เป็นตัวช่วยบ่งบอกหรือจำแนกอะไรบางอย่างเหมือนกัน
เสร็จธุระตอนบ่าย ได้เลยไปพันธุ์ทิพย์เพื่อแวะไปดูเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์มือสองแบบที่เคยเรียกกันเล่นๆ ว่า "กระดานชนวน" (ลืมชื่อภาษาอังกฤษของมันไปซะแล้ว คือ คล้ายๆ NoteBook แต่มันมีแต่จอแบนๆ กับปากกาจิ้ม สามารถต่อคีย์บอร์ดและเม้าส์ได้) เพื่อจะลองจินตนาการว่ามันจะสามารถใช้อ่าน PDF แทนการใช้งาน Amazon Kindle ได้หรือไม่ ปรากฏว่าวันนี้ไม่เห็นมันในร้านที่เคยตั้งโชว์เลย
ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมเขาไม่ทำ Amazon Kindle ให้มันอ่านไฟล์ PDF เป็นหลัก?
คำตอบแรกๆ เหมือนเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิต คือ ถ้าทำเครื่องมาขายแล้ว ผู้ซื้อหาเอาไปอ่านไฟล์ PDF ที่มีอยู่เกลื่อน Amazon ก็แทบไม่ได้อะไรต่อ ถัดมาบรรดาผู้ผลิต e-Book ก็ไม่ได้อะไร Amazon จึงเลือกไฟล์ Format ของตนเองเพื่อให้เกิดธุรกิจต่อยอดที่เป็นประโยชน์ทั้ง Amazon และสำนักพิมพ์ต่างๆ และคงย้อนกลับมาหาผู้อ่านในแง่ที่ว่า เมื่อสำนักพิมพ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ได้ ก็จะมี e-Book อ่านกันเรื่อยๆ โดยไม่ติดขัดขั้นตอนต่างๆ ทางการพิมพ์เหมือนหนังสือกระดาษ
บรรยากาศที่พันธุ์ทิพย์ยังคงมีเครื่องเล่น MP3-MP4 ขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องเล่น DVD/VCD ขนาดพกพาวางขายกันเกร่อ แต่ยังไม่มีเครื่องมืออ่านไฟล์หนังสือโดยเฉพาะอย่าง Amazon Kindle เลย
ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์พวกนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้สังคมนั้น หนังสือต้องมาเป็นอันดับแรก ถ้าหนังสือเล่มๆ ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาด น้ำหนัก ราคา วาระการตีพิมพ์ ฯลฯ บทบาทของมันก็จะลดลงเช่นเดียวกับความคิดความอ่านของคนในสังคม
จึงอยากเห็นอุปกรณ์อ่าน e-Book เข้ามามีบทบาทแบบเดียวกับอุปกรณ์ดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมแบบพกพาบ้างครับ |