บันทึกและอัลบั้มส่วนตัว โรจน์ จินตมาศ
เนื่องจากมีการส่ง Spam เข้ามาใน Comment จึงขอสงวนสิทธิให้ Comment ได้เฉพาะสมาชิกของ blogth.com เท่านั้น
Sun-25-Jan-2009 - คลีโอพัตรา เวอร์ชั่นปี 1963 - หนังที่เกือบทำให้ 20th Century Fox เจ๊ง
วันนี้ได้นำบทความเรื่อง "คลีโอพัตรา ตอนที่สอง เวอร์ชั่นปี 1963" โดยคุณ Leo53 มาขึ้นสู่เว็บ IseeHistory.com ที่ http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538722473&Ntype=13 ก็ขอใช้ Blog แห่งนี้บอกกล่าวประชาสัมพันธ์ และขอนำเกร็ดเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมาเป็นตัวอย่างบทความเรียกน้ำย่อยกันดังนี้ครับ
เนื้อหาภาพยนตร์เรื่องนี้ตามที่ผู้กำกับ Joseph L Mankiewicz ต้องการนำออกฉายนั้นจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกคือ คลีโอพัตรากับจูเลียส ซีซ่าร์ และภาคสอง คลีโอพัตรากับมาร์ค แอนโทนี่ ความยาวภาคละประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงยิ่งสองบทคือ Caesar and Cleopatra, โดย George Bernard Shaw และ "Antony and Cleopatra", โดย William Shakespeare อย่างไรก็ตามประธานกรรมการบริษัท 20th Century Fox คนใหม่ในขณะนั้น (เนื่องจากปัญหามากมายโดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าในการถ่ายทำอันเนื่องมาจาก ปัญหาและอุปสรรคต่างๆในระหว่างการถ่ายทำ ทำให้การใช้เงินลงทุนไร้ประสิทธิภาพ และงบประมาณที่ถมเท่าไรก็ไม่เคยพอ จนกระทั่งบริษัทฯกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ทำให้ประธานกรรมการฯคนก่อนหน้า ที่เป็นผู้ริเริ่มความคิดให้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง ไป) เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวที่จะแบ่งฉายออกเป็นสองตอนจะทำให้การตอบรับของประชาชน ไม่ดีเท่าที่ควร เขาต้องการย่อภาพยนตร์ให้เหลือเพียงหนึ่งตอน ความเห็นขัดกันดังกล่าวนำไปสู่การปลด Mankiewizc ออกจากการเป็นผู้กำกับ แต่หลังจากนั้น บริษัทฯก็ไม่สามารถดำเนินการถ่ายทำในขั้นสุดท้าย และตัดต่อภาพยนตร์ให้เดินหน้าต่อไปได้ จำเป็นต้องจ้าง Mankiewizc กลับมาใหม่เพื่อปิดงานให้สำเร็จ Mankiewizc กล่าวว่าเหตุผลสำคัญที่เขาจำเป็นต้องกลับมาทำก็เพราะ หากเขาไม่กลับมา ก็จะต้องมีคนที่ไม่รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนเข้ามาทำและจะทำให้ผลงานที่ได้ ออกมาในที่สุดเลวร้ายยิ่งขึ้นไปกว่าที่คาดอีก เมื่องานถ่ายทำเสร็จทั้งหมดแล้ว Mankiewizc จึงทำการตัดต่อภาพยนตร์ให้สั้นลงเหลือประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า เขากล่าวว่าการตัดเนื้อหาออกไปดังกล่าวทำให้ “คลีโอพัตรา” ไม่มีวันที่จะได้เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดได้เลย แต่ยังอาจเป็นภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่งได้ อย่างไรก็ตามความยาว 4 ชั่วโมงกว่าก็ยังมากเกินไป เพราะทำให้ไม่สามารถเปิดฉายสองรอบได้ในช่วงเวลาเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาทำเงิน ทำให้ประธานกรรมการฯสั่งตัดเนื้อหาลงอีก (โดยไม่ได้หารือกับ Mankiewizc เลย) จนกระทั่งเหลือเพียง 3 ชั่วโมง 14 นาทีเท่านั้น ตัวอย่างของการขาดความต่อเนื่องและทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ชมเช่น ในตอนใกล้จบที่ทหารในกองทัพของมาร์ค แอนโทนี่พากันหนีทัพไปหมดนั้น เมื่อแอนโทนี่ออกมานอกกระโจมพัก ก็พบรูฟิโอนายทหารคนสนิทของเขานอนคว่ำหน้ามีดาบของตัวเองแทงเข้าไปในท้องตัว เองอยู่ ฉากนี้ทำให้ผู้ชมสับสนว่ารูฟิโอถูกผู้อื่นฆ่าตายหรือว่าเขาฆ่าตัวตายเอง ทั้งนี้เนื่องจากว่าเนื้อหาตอนที่รูฟิโอฆ่าตัวตายนั้นได้ถูกตัดออกไปด้วย! เมื่อนำออกฉายทางโรงภาพยนตร์ ความสมบูรณ์ต่อเนื่องของเนื้อหาในภาพยนตร์จึงได้ถูกทำให้เสียหายไปเป็นอัน มากแล้ว บทบาทการแสดงที่ดีเด่นของดารานักแสดงที่ยอดเยี่ยมหลายคนจำนวนมากถูกตัดออกไป อย่างน่าเสียดาย แม้กระนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับรางวัลออสการ์ ถึง 9 รางวัล ได้รับกลับมา 4 รางวัลคือ . Best Art Direction-Set Decoration, Color, Best Cinematography, Color, Best Costume Design, Color, และ Best Effects, Special Visual Effects ปัจจุบัน 24th Century Fox กำลังพยายามค้นหาจากทุกๆแหล่งที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์เวอร์ชั่น นี้เพื่อนำต้นฉบับความยาว 6 ชั่วโมงกลับคืนมานำเสนอแก่สาธารณะซน ซึ่งได้ทราบว่าการดำเนินการมีความก้าวหน้าไปบ้างในระดับหนึ่งแล้ว และถ้าโชคดีเราอาจได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในเนื้อหาที่สมบูรณ์ตามที่ผู้กำกับ ได้มีเจตนาไว้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ ในขณะที่ 20th Century Fox กำลังดำเนินการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น อยู่ในช่วงปี 1961 ซึ่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังอยู่ในสถานะที่ลำบากมากเนื่องจากสาเหตุสำคัญสอง เหตุการณ์คือ หนึ่งมีการออกกฎหมายไม่ให้โรงถ่ายภาพยนตร์เป็นเจ้าของเครือข่ายโรงภาพยนตร์ ในประเทศ และสองมีสถานีเครือข่ายโทรทัศน์เกิดขึ้นซึ่งดึงลูกค้าไปเป็นจำนวนมากถึง ประมาณ 40% จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในบรรดาโรงถ่ายภาพยนตร์ต่างๆนั้น 20th Century Fox เป็นบริษัทที่เปราะบางต่อการล้มละลายมากที่สุด บริษัทฯจึงได้คิดสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นด้วยความหวังว่า เพียงภาพยนตร์เรื่องนี้เรื่องเดียวจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและการขาดทุน ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่การณ์กลับกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของบริษัทฯจน หมดสิ้นใกล้จะล้มละลาย ยอดเงินลงทุนทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้สูงถึงประมาณ 44 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้านำอัตราเงินเฟ้อเข้าไปคำนวณจะเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 700 – 800 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 25,000 ล้านบาท) แต่ก็ยังดี ที่คนทั้งโลกพากันมาอุดหนุนชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างเนื่องแน่นเป็น ประวัติการณ์ สามารถทำรายได้ในการฉายรอบแรกทั่วโลกถึง (First Release) 24 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะคืนทุน ดังนั้นอีกหลายปีต่อมางบการเงินของบริษัทฯจึงยังคงแสดงผลขาดทุนอยู่ต่อไป จนกระทั่งได้ภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ที่สามารถทำรายได้จำนวนมากเข้ามาล้างหนี้สินทั้งหมดของบริษัท และสามารถแสดงตัวเลขผลประกอบการกำไรอีกครั้งหนึ่ง
|
:: Send to a Friend!
เนื่องจากมีการส่ง Spam เข้ามาใน Comment จึงขอสงวนสิทธิให้ Comment ได้เฉพาะสมาชิกของ blogth.com เท่านั้น
|
|
|
|
|