
โพสต์เรื่องการปฏิวัติในเชิงโหราศาสตร์ไปแล้ว ขอต่อด้วยมุมมองของคนที่ต้องตามเทคโนโลยีอยู่บ้างอีกเรื่องนึงนะครับ
ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหารแล้ว คนส่วนใหญ่อาจไม่เชื่อหรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าในสังคมไทยจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก และจินตนาการเลยเถิดไปว่าหากเกิดขึ้นแล้ว ประเทศชาติหรือระบอบประชาธิปไตยอาจจะถอยหลังไปไหนต่อไหนอีกมากมาย
ในมุมมองของผมก็เคยสงสัยว่าหากจะมีใครทำรัฐประหารขึ้นมาจริงๆ แล้ว การกุมอำนาจโดยการยึดสื่อมวลชนหลักๆ อย่างกรมประชาสัมพันธ์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จะเพียงพอหรือไม่ ในเมื่อขณะนี้เว็บไซต์โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด
อีกปัจจัยหนึ่งคือกล้องถ่ายรูปที่ได้เปลี่ยนยุคจากกล้องใช้ฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิตอลที่ใครๆ ก็สามารถซื้อหามาบันทึกภาพได้ และนำมาชมได้ทันทีไม่ต้องรอกระบวนการล้างฟิล์มอัดรูปอย่างแต่ก่อน ยิ่งเจ้าโทรศัพท์มือถือติดกล้องแล้ว สามารถแพร่ภาพไปยังโทรศัพท์เครื่องอื่นหรือเผยแพร่ไปทางเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
ในช่วงยุครสช.ปี 2534-2535 นั้น เทคโนโลยีที่เด่นๆ ก็เพียงแค่โทรศัพท์มือถือที่ใช้โทรเข้าโทรออกธรรมดา ซึ่งราคาเครื่องและค่าใช้จ่ายยังแพงกว่าตอนนี้มาก เว็บไซต์หรือกล้องดิจิตอลนั้นไม่ต้องพูดถึง คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องยังมีราคาสูงและประสิทธิภาพด้อยกว่าตอนนี้มาก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันประกอบกับประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าไปมาก และองค์ประกอบอื่นๆ ตามแต่จะวิเคราะห์กันล้วนเป็นเหตุให้ยากจะเชื่อว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
เชื่อว่าทางฝ่ายทหารเองก็ไม่ได้คิดไม่ได้ฝันว่าจะทำเช่นกัน จนเมื่อเหตุการณ์มาถึงจุดที่เรียกว่า "ทางตัน" หรือ "ไฟต์บังคับ" แล้ว การลงมือของคณะปฏิรูปฯ จึงเป็นไปในแบบถนอมน้ำใจทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าการตั้งชื่อยาวเฟื้อยเป็นขบวนรถไฟว่า "คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" การแพร่ภาพวีดิทัศน์เทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเพลงพระราชนิพนธ์เพราะๆ มากกว่าเพลงปลุกใจที่ดุดัน การออกแถลงการณ์ที่แทบจะไม่มีการตำหนิติเตียนผู้ถูกยึดอำนาจอย่างตรงๆ แรงๆ จนถึงขนาดที่ท่านหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ กล่าวว่า ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ยังมีสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ฯลฯ
ความสามารถที่จะยึดอำนาจได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อและโดยความเกรงใจทั้งประชาชนและผู้ถูกยึดอำนาจเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ประชาชนส่วนใหญ่พอใจการรัฐประหารและแสดงท่าทีเป็นมิตรกับทหารที่ออกมาประจำการตามที่ต่างๆ หลายคนให้ข้าวให้น้ำทหาร ถ่ายรูปกับทหารและรถถังรถทหารต่างๆ เป็นที่เอิกเกริก จนบางคนบอกว่าบรรยากาศเหมือนงานวันเด็ก
การที่ป๋า Georg W. Bush หรือผู้นำบางประเทศ ตลอดจนองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล จะตีโพยตีพายขนาดไหน ก็ยังพอจะเข้าใจได้บ้าง แต่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นบอกประชาชนไม่ให้มาเมืองไทยเพื่อความปลอดภัยนั้น กำลังขัดกับความเป็นจริงในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง
เมื่อค่ำวันนี้ รายการคุยคุ้ยข่าวของคุณ กนก-สรยุทธ รายงานว่าตอนนี้ทั้งคนไทยทั้งนักท่องเที่ยวกำลังเห่อการถ่ายรูปคู่กับทหาร รถถัง และยวดยานต่างๆ เป็นที่ระลึก ถึงขนาดมีบริษัททัวร์จะจัดการนำนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปยังจุดสำคัญๆ กันเลยทีเดียว
ภาพข้างบนผมถ่ายไว้ตั้งแต่วันที่ 21 ซึ่งเป็นวันที่คณะปฏิรูปประกาศให้เริ่มทำงานตามปกติ ถ่ายจากบนสะพานลอยที่เชื่อมระหว่างมาบุญครองกับสยามดิสคัพเวอรี และสถานีบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ รู้สึกเสียดายว่าบริเวณที่ทำงานไม่ยักกะมีรถถังบ้างเลย
คุณละครับ วันนี้คุณถ่ายภาพรถถังไว้ได้บ้างหรือยัง? ครบสองสัปดาห์แล้วจะเสียดายนะครับ
Sat-23-Sep-2006 - รถถัง
แถวๆบ้านผมย่าน ถนน รามอินทรา นั้น ทางทหารตั้งจุดระวังเหตุไว้เป็นระยะๆ จุดละ 4-5 นาย พร้อมรถบรรทุกทหารหนึ่งคันตั้งแต่วันที่ 19 จนถึงวันที่ 22 ก็ยังตั้งอยู่ คงเป็นเพราะ ถนนนี้วิ่งไปถึง หลักสี่ แจ้งวัฒนะ ได้ซึ่งมีหน่วยทหารอยู่หลายหน่วย เลยต้องวางกำลังไว้หลายจุดหน่อย
วันที่ 20 ผมขับออกมาหาซื้อข้าวของไปเตรียมไว้ แวบแรกที่เห็นจุดตรวจเห็นทหารถือปืนทำท่าขึงขังก็รู้สึกเย็นๆสันหลังขึ้นมาเหมือนกัน